องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
1.ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
2.ซอฟต์แวร์ (Software)
-ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
- ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
3. บุคลากร (People)
4. ข้อมูล/สารสนเทศ (Data/Information)
1.ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
เป็นอุปกรณ์ที่จับต้องได้ สัมผัสได้ มองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม มีทั้งที่ติดตั้งอยู่ภายในตัวเครื่อง (เช่น ซีพียู เมนบอร์ด แรม) และที่ติดตั้งอยู่ภายนอก (เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ จอภาพ เครื่องพิมพ์)
2.ซอฟต์แวร์ (Software)
ส่วนของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บรรจุคำสั่งเพื่อให้สามารถทำงานได้ตามต้องการ โดยปกติแล้วจะถูกสร้างโดยบุคคลที่เรียกว่า นักเขียนโปรแกรม (programmer)
เป็นองค์ประกอบทางนามธรรม ไม่สามารถจับต้องหรือสัมผัสได้เหมือนกับฮาร์ดแวร์
อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
- ซอฟต์แวร์ระบบ
- ซอฟท์แวร์ประยุกต์
2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
ทำหน้าที่ควบคุมระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีคือ ระบบปฏิบัติการหรือ OS (Operating System) มีทั้งที่ต้องเสียเงินอย่างเช่น Windows และให้ใช้ฟรี เช่น Linux เป็นต้น
2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
*ควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์โดยรวม
*ตรวจสอบเมื่อมีการติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใดๆ
*ช่วยให้การทำงานที่เกี่ยวข้องราบรื่น ไม่ติดขัด
*ตรวจสอบและรายงานความผิดพลาดเกี่ยวกับระบบ
*กำหนดสิทธิการใช้งาน และหน้าที่ต่างๆเกี่ยวกับการจัดการไฟล์
ซอฟต์แวร์(Software)ในประเทศไทย
เขตอุตสาหกรรมซอฟแวร์
ส่งเสริมให้คนไทยพัฒนาซอฟแวร์ไว้ใช้เอง
พัฒนาเพื่อการส่งออก นำรายได้เข้าประเทศ
3. บุคลากร (People)
บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์พอจำแนกออกได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ
3.1 ผู้ใช้งานทั่วไป
3.2 ผู้เชี่ยวชาญ
3.3 ผู้บริหาร
3.1 บุคลากร - กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป
ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ (User/End User)
เป็นผู้ใช้งานระดับต่ำสุด ไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญมาก
อาจเข้ารับการอบรมบ้างเล็กน้อยหรือศึกษาจากคู่มือการปฏิบัติงานก็สามารถใช้งานได้
บุคลากรกลุ่มนี้มีจำนวนมากที่สุดในหน่วยงาน
ลักษณะงานมักเกี่ยวข้องกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป เช่น งานธุรการสำนักงาน งานป้อนข้อมูล งานบริการลูกค้าสัมพันธ์ (call center) เป็นต้น
3.1 บุคลากร - กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป
3.2 บุคลากร - กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
3.2.1 ช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์(Computer Operator/Computer Technician)
3.2.2 นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst)
3.2.3 นักเขียนโปรแกรม (Programmer)
3.2.4 วิศวกรซอฟต์แวร์ (Software Enginering)
3.2.5 ผู้ดูแลเน็ตเวิร์ก (Network Administrator)
3.2 บุคลากร - กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
3.2.1 ช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์(Computer Operator/Computer Technician)
มีความชำนาญทางด้านเทคนิคโดยเฉพาะ
มีทักษะและประสบการณ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี
หน้าที่หลักคือ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบในหน่วยงานให้ใช้งานได้ตามปกติ
3.2 บุคลากร - กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
3.2.2 นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst)
มีหน้าที่วิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้รวมไปถึงผู้บริหารของหน่วยงานว่าต้องการระบบโปรแกรมหรือลักษณะงานอย่างไร เพื่อจะพัฒนาระบบงานให้ตรงตามความต้องการมากที่สุด
ออกแบบกระบวนการทำงานของระบบโปรแกรมต่างๆทั้งหมดด้วย
มีการทำงานคล้ายกับสถาปนิกออกแบบบ้าน
3.2.3 นักเขียนโปรแกรม (Programmer)
ชำนาญเรื่องการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ตามที่ตนเองถนัด
มีหน้าที่และตำแหน่งเรียกแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ปฏิบัติ เช่น
web programmer
application programmer
system programmer
3.2.4 วิศวกรซอฟต์แวร์ (Software Enginering)
ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์และตรวจสอบซอฟต์แวร์ที่พัฒนาอย่างมีแบบแผน
อาศัยหลักการทางวิศวกรรมศาสตร์มาช่วย เช่น วัดค่าความซับซ้อนของซอฟท์แวร์ และหาคุณภาพของซอฟต์แวร์ที่ผลิตขึ้นมาได้
มีทักษะและความเข้าใจในการพัฒนาซอฟต์แวร์มากพอสมควร
อยู่ในทีมงานพัฒนาซอฟต์แวร์กลุ่มเดียวกับนักเขียนโปรแกรมและนักวิเคราะห์ระบบ
พบเห็นได้กับการผลิตซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ เช่น การสร้างระบบปฏิบัติการ การเขียนโปรแกรมเกมส์
3.2.5 ผู้ดูแลเน็ตเวิร์ก (Network Administrator)
ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลและบริหารระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร
เกี่ยวข้องกับลักษณะงานด้านเครือข่ายโดยเฉพาะ เช่น การติดตั้งระบบเครือข่ายการควบคุมสิทธิของผู้ที่จะใช้งาน การป้องกันการบุกรุกเครือข่าย เป็นต้น
มีความชำนาญเกี่ยวกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี และต้องมีทักษะในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
3.3 บุคลากร – กลุ่มผู้บริหาร
ผู้บริหารสูงสุดด้านสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ (CIO – Chief Information Officer)
ตำแหน่งสูงสุดทางด้านการบริหารงานคอมพิวเตอร์ในองค์กร
ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง นโยบาย และแผนงานทางคอมพิวเตอร์ทั้งหมด
มักพบเห็นในองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น
สำหรับในองค์กรขนาดเล็กอาจจะไม่มีตำแหน่งนี้
3.3 บุคลากร – กลุ่มผู้บริหาร
หัวหน้างานด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Center Manager/Information Technology Manager)
มีหน้าที่ดูแลและกำกับงานทางด้านคอมพิวเตอร์ให้บรรลุเป้าหมายตามแผนงานและทิศทางที่ได้วางไว้โดย CIO
อาจต้องจัดเตรียมการบริการฝึกอบรม การให้คำปรึกษา คำแนะนำกับผู้ใช้งาน รวมถึงสร้างกฎระเบียบ มาตรฐานในการใช้งานคอมพิวเตอร์ของบริษัทร่วมกันด้วย
หัวหน้างานด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Center Manager/Information Technology Manager)
อาจต้องจัดเตรียมการบริการฝึกอบรม การให้คำปรึกษา คำแนะนำกับผู้ใช้งาน รวมถึงสร้างกฎระเบียบ มาตรฐานในการใช้งานคอมพิวเตอร์ของบริษัทร่วมกันด้วย
4. ข้อมูล/สารสนเทศ (Data/Information
การทำงานของคอมพิวเตอร์จะเกี่ยวข้องตั้งแต่การนำข้อมูลเข้า (data)จนกลายเป็นข้อมูลที่สามารถใช้ประโยชน์ต่อได้หรือที่เรียกว่าสารสนเทศ (information)
ข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร และข้อมูลในรูปแบบอื่นๆเช่น ภาพ เสียง เป็นต้น
ข้อมูลที่จะนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ ต้องแปลงรูปแบบหรือสถานะให้คอมพิวเตอร์เข้าใจเสียก่อน
สถานะหรือรูปแบบนี้เราเรียกว่า สถานะแบบดิจิตอล
สถานะแบบดิจิตอล
มีเพียง 2 สถานะเท่านั้นคือ เปิด (1) และ ปิด (0) เหมือนกับหลักการทำงานของไฟฟ้า
อาศัยการประมวลผลโดยใช้ ระบบเลขฐานสอง หรือที่เรียกว่า binary system เป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วยตัวเลขเพียง 2 ตัวเท่านั้น คือ 0 กับ 1
สถานะแบบดิจิตอล
ตัวเลข 0 กับ 1 เราเรียกว่าเป็นตัวเลขฐานสองหรือไบนารีดิจิต(binary digit) มักเรียกย่อๆว่า บิต (bit) นั่นเอง
l เมื่อบิตหลายตัวรวมกันจำนวนหนึ่ง (ขึ้นอยู่กับรหัสการจัดเก็บ) เช่น 8 บิต เราจะเรียกหน่วยจัดเก็บข้อมูลนี้ใหม่ว่าเป็น ไบต์ (byte) ซึ่งสามารถใช้แทน ตัวอักษร ตัวเลข อักขระพิเศษที่เราต้องการป้อนข้อมูลเข้าไปในเครื่องแต่ละตัวได้
กลุ่มตัวเลขฐานสองต่างๆที่นำเอามาใช้นี้ จะมีองค์กรกำหนดมาตรฐานให้ใช้บนระบบคอมพิวเตอร์อยู่หลายมาตรฐานมาก
ที่รู้จักดีและเป็นนิยมแพร่หลายคือมาตรฐานของสถาบันมาตรฐานแห่งสหรัฐอเมริกา ที่เรียกว่า รหัสแอสกี (ASCII : American Standard Code for Information Interchange)
หน่วยวัดความจุข้อมูล
ค่าโดยประมาณมีค่าใกล้เคียงกับ 1,000 และค่าอื่น ๆ เช่น MB มีค่าใกล้เคียง 1,000,000 จึงนิยมเรียกว่าเป็น kilo (ค่าหนึ่งพันหรือ thousand) และ mega (ค่าหนึ่งล้านหรือ million)
ตัวอย่างการคำนวณความจุ
ขนาดความจุฮาร์ดดิสก์ของผู้ขาย = 40 GB
= 40 000 000 000 bytes
เมื่อทำการ Format (ซึ่งใช้หน่วยวัดข้อมูลต่างกัน) จะได้ค่าใหม่ดังนี้
แปลงหน่วยเป็น KiB = 40 000 000 000 / 1024
= 39 062 500 KiB
แปลงหน่วยเป็น MiB = 39 062 500 / 1024
= 38 146.97265625 MiB
แปลงหน่วยเป็น GiB = 38 146.97265625 / 1024
= 37.252902984619140625 GiB
หรือประมาณ 37 GiB
การนำข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์
ยุคแรกใช้บัตรเจาะรูเพื่อควบคุมลายทอผ้า
นำบัตรแบบใหม่มาประยุกต์ใช้มากขึ้น เช่น IBM 80 Column
พัฒนามาใช้สื่อแบบใหม่มากขึ้นจนถึงปัจจุบัน
การนำข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์
ยุคแรกใช้บัตรเจาะรูเพื่อควบคุมลายทอผ้า
นำบัตรแบบใหม่มาประยุกต์ใช้มากขึ้น เช่น IBM 80 Column
l พัฒนามาใช้สื่อแบบใหม่มากขึ้นจนถึงปัจจุบัน
การนำข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์
การนำข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์แบ่งได้เป็น 2 วิธีด้วยกันคือ
1. ผ่านอุปกรณ์นำเข้า (input device)
2. ผ่านสื่อเก็บบันทึกข้อมูลสำรอง (secondary storage)
1. ผ่านอุปกรณ์นำเข้า (input device)
เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด
นำข้อมูลเข้าไปยังคอมพิวเตอร์โดยตรง
ผ่านอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลหลายชนิด ขึ้นอยู่กับรูปแบบของข้อมูล เช่น
คีย์บอร์ด (keyboard) สำหรับข้อมูลประเภทตัวอักษร หรืออักขระพิเศษ
สแกนเนอร์ (scanner) สำหรับข้อมูลประเภทภาพ
ไมโครโฟน (microphone) สำหรับข้อมูลประเภทเสียง
ฯลฯ
2. ผ่านสื่อเก็บบันทึกข้อมูลสำรอง
(secondary storage)
(secondary storage)
ดึงเอาข้อมูลที่ได้บันทึกหรือเก็บข้อมูลไว้ก่อนแล้วโดยใช้ สื่อเก็บบันทึกข้อมูลสำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ ดิสเก็ตต์ หรือซีดี
เครื่องคอมพิวเตอร์จะอ่านข้อมูลเหล่านี้โดยอาศัยเครื่องอ่านสื่อโดยเฉพาะ เช่น ฟล็อปปี้ไดรว์ ซีดีรอมไดรว์
บัตรเจาะรูจัดอยู่ในกลุ่มการนำเข้าข้อมูลวิธีนี้เช่นกัน (ปัจจุบันไม่พบเห็นการใช้งานแล้ว)
กิจกรรมและความสัมพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบ
ขั้นป้อนข้อมูลเข้า (User Input)
ขั้นร้องขอบริการ (Service requests)
ขั้นสั่งการฮาร์ดแวร์ (Hardware Instructions)
ขั้นประมวลผลลัพธ์ (Processing results)
ขั้นตอบสนองบริการ (Service responses)
ขั้นแสดงผลลัพธ์ (Program Output)
พื้นฐานการทำงานของคอมพิวเตอร์
หลักการทำงานพื้นฐานประกอบด้วยหน่วยที่เกี่ยวข้อง 5 หน่วย ดังนี้
1. หน่วยประมวลผลกลาง (central processing unit)
2. หน่วยความจำหลัก (primary storage)
3. หน่วยความจำสำรอง (secondary storage)
4. หน่วยรับและแสดงผลข้อมูล (input/output unit)
5. ทางเดินของระบบ (system bus)
พื้นฐานการทำงานของคอมพิวเตอร์
1.หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
ส่วนประกอบที่สำคัญภายในของซีพียู แบ่งออกได้ดังนี้
1.หน่วยควบคุม (Control Unit)
2.หน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU : Arithmetic and Logic Unit)
3. รีจิสเตอร์ (Register)
1.หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
1.หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
1. หน่วยควบคุม (Control Unit)
ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของทุกๆหน่วยในซีพียูรวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วง
เริ่มตั้งแต่การแปลคำสั่งที่ป้อนเข้าไป โดยการไปดึงคำสั่งและข้อมูลจากหน่วยความจำมาแล้วแปลความหมายของคำสั่ง
จากนั้นส่งความหมายที่ได้ไปให้หน่วยคำนวณและตรรกะเพื่อคำนวณและตัดสินใจว่าจะให้เก็บข้อมูลไว้ที่ใด
1.หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
2. หน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU : Arithmetic and Logic Unit)
ทำหน้าที่ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ (arithmetic) เช่น การคูณ ลบ บวก หาร
เปรียบเทียบข้อมูลทางตรรกศาสตร์ (logical) ว่าเป็นจริงหรือเท็จ
อาศัยตัวปฏิบัติการเปรียบเทียบพื้นฐาน 3 ค่า คือ มากกว่า น้อยกว่าและ เท่ากับ
3. รีจิสเตอร์ (Register)
พื้นที่สำหรับเก็บพักข้อมูลชุดคำสั่ง ผลลัพธ์ และข้อมูลที่เกิดขึ้นขณะที่ซีพียูประมวลผลเพียงชั่วคราวไม่ถือว่าเป็นหน่วยความจำ
รับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง และทำงานภายใต้การควบคุมของหน่วยควบคุมเช่นเดียวกับหน่วยอื่นๆ
3. รีจิสเตอร์ที่สำคัญโดยทั่วไป (อาจแตกต่างกันออกไปตามรุ่นของซีพียู) มีดังนี้
Accumulate Register ใช้เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ
Storage Register เก็บข้อมูลและคำสั่งชั่วคราวที่ผ่านจากหน่วยความจำหลัก หรือรอส่งกลับไปที่หน่วยความจำหลัก
Instruction Register ใช้เก็บคำสั่งในการประมวลผล
Address Register บอกตำแหน่งของข้อมูลและคำสั่งในหน่วยความจำ
ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและคำสั่งตลอดจนผลลัพธ์ที่ได้จากการ
ประมวลผลของซีพียูเพียงชั่วคราวเช่นเดียวกัน
ปกติจะมีตำแหน่งของการเก็บข้อมูลที่ไม่ซ้ำกันที่เรียกว่า
2.หน่วยความจำหลัก (Primary Storage)
ต่างจากรีจิสเตอร์ตรงที่เป็นการเก็บมูลและคำสั่งเพื่อที่จะ เรียกใช้ได้ในอนาคตอันใกล้ (ไม่เหมือนกับรีจิสเตอร์ที่เป็นเพียงแหล่งพักข้อมูลซึ่งเกิดขึ้นขณะที่ซีพียูประมวลผลเท่านั้น)
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
2.1 รอม (ROM : Read Only Memory)
2.2 แรม (RAM : Random Access Memory)
2.1 รอม (ROM : Read Only Memory)
หน่วยความจำที่อ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถเขียนหรือบันทึกเพิ่มเติมได้
ใช้เก็บคำสั่งที่ใช้บ่อยและเป็นคำสั่งเฉพาะ
ข้อมูลใน ROM จะอยู่กับเครื่องอย่างถาวร ถึงแม้ไฟจะดับหรือปิดเครื่องไปก็ไม่สามารถทำให้ข้อมูลหรือคำสั่งในการทำงานต่างๆหายไปได้
นิยมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า nonvolatile memory
มีหลายชนิดเช่น PROM, EPROM, EEPROM เป็นต้น
2.2 แรม (RAM : Random Access Memory)
หน่วยความจำที่จดจำข้อมูลคำสั่งในระหว่างที่ระบบกำลังทำงานอยู่
สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตลอดเวลา
หากไฟดับหรือมีการปิดเครื่อง ข้อมูลในหน่วยความจำนี้จะถูกลบเลือนหายไปหมด
นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า volatile memory
มีหลายชนิดเช่น SDRAM, DDR SDRAM, RDRAM
2. หน่วยความจำสำรอง (Secondary Storage)
l ใช้สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ เพื่อเรียกข้อมูลนั้นใช้ในภายหลังได้ (เก็บไว้ใช้ได้ในอนาคต) มีหลายชนิดมาก เช่น
ฮาร์ดดิสก์
ฟล็อปปี้ดิสก์
Flash Drive
CD
ฯลฯ
3. หน่วยรับข้อมูลและคำสั่ง (Input Unit)
คอมพิวเตอร์ทั่วไปจะมีหน่วยรับข้อมูลและคำสั่งเข้าสู่ระบบ
แปลงข้อมูลผ่านอุปกรณ์นำข้อมูลเข้า เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ สแกนเนอร์ เป็นต้น
ส่งต่อข้อมูลที่ป้อนเข้าให้กับส่วนของหน่วยประมวลผลกลาง เพื่อทำหน้าที่ตามคำสั่งที่ได้รับมา
หากขาดส่วนรับข้อมูลและคำสั่ง มนุษย์จะไม่สามารถติดต่อสั่งงานคอมพิวเตอร์ได้
4.หน่วยแสดงผลลัพธ์ (Output Unit)
แสดงผลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (เรียกว่า soft copy) เช่น จอภาพคอมพิวเตอร์
หรืออยู่ในรูปแบบของ hard copy เช่น พิมพ์ออกมาเป็น กระดาษออกทางเครื่องพิมพ์
อาจอาศัยอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ลำโพง สำหรับการแสดงผลที่เป็นเสียงได้
5. ทางเดินระบบ (System Bus)
เส้นทางผ่านของสัญญาณเพื่อให้อุปกรณ์ระหว่างหน่วยประมวลผลกลางและหน่วยความจำในระบบสามารถเชื่อมต่อกันได้
เปรียบกับถนนที่ให้รถยนต์วิ่งไปยังสถานที่ใดที่หนึ่ง หากถนนกว้างหรือมีมากเท่าใด การส่งข้อมูลต่อครั้งก็ยิ่งเร็วและมากขึ้นเท่านั้น
จำนวนเส้นทางที่ใช้วิ่งบนทางเดินระบบ เรียกว่า บิต (เปรียบเทียบได้กับเลนบนถนน)
5. ทางเดินระบบ (System Bus)
จำนวนเส้นทางที่ใช้วิ่งบนทางเดินระบบ เรียกว่า บิต (เปรียบเทียบได้กับเลนบนถนน)
เวลาคำสั่งงานและเวลาปฎิบัติการ
ช่วง I-Time (Instruction Time) หรือเวลาคำสั่งงาน
อยู่ในขั้นตอนที่ 1 และ 2 (Fetch และ Decode) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดึงเอาคำสั่งและแปลความหมายเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ
ช่วง E-Time (Execution Time) หรือเวลาปฏิบัติการ
อยู่ขั้นตอนที่ 3 และ 4 (Execute และ Store) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคำนวณและนำผลลัพธ์ไปเก็บเพื่อรอให้เรียกใช้
เวลาคำสั่งงานและเวลาปฎิบัติการ
l ช่วง I-Time (Instruction Time) หรือเวลาคำสั่งงาน
อยู่ในขั้นตอนที่ 1 และ 2 (Fetch และ Decode) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดึงเอาคำสั่งและแปลความหมายเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ
ช่วง E-Time (Execution Time) หรือเวลาปฏิบัติการ
อยู่ขั้นตอนที่ 3 และ 4 (Execute และ Store) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคำนวณและนำผลลัพธ์ไปเก็บเพื่อรอให้เรียกใช้
เวลาคำสั่งงานและเวลาปฎิบัติการ
ช่วง I-Time (Instruction Time) หรือเวลาคำสั่งงาน
อยู่ในขั้นตอนที่ 1 และ 2 (Fetch และ Decode) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดึงเอาคำสั่งและแปลความหมายเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ
ช่วง E-Time (Execution Time) หรือเวลาปฏิบัติการ
อยู่ขั้นตอนที่ 3 และ 4 (Execute และ Store) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคำนวณและนำผลลัพธ์ไปเก็บเพื่อรอให้เรียกใช้
เวลาคำสั่งงานและเวลาปฎิบัติการ
ช่วง I-Time (Instruction Time) หรือเวลาคำสั่งงาน
อยู่ในขั้นตอนที่ 1 และ 2 (Fetch และ Decode) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดึงเอาคำสั่งและแปลความหมายเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ
ช่วง E-Time (Execution Time) หรือเวลาปฏิบัติการ
อยู่ขั้นตอนที่ 3 และ 4 (Execute และ Store) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคำนวณและนำผลลัพธ์ไปเก็บเพื่อรอให้เรียกใช้
http://web.yru.ac.th/~nipon/4000108/4000107.htm
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น